Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ผลมะพร้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีจริงหรือไม่

มีจริงครับ แต่ไม่ใช่ต้นมะพร้าวบ้านเราที่เราเอามาทำกะทิ

มะพร้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่นักพฤกษศาสตร์ยอมรับคือ *มะพร้าวทะเล หรือ Coco de Mer*

- *ชื่อวิทยาศาสตร์:* Lodoicea maldivica
- *ที่อยู่:* ขึ้นตามธรรมชาติแค่ 2 เกาะเท่านั้นในโลก คือเกาะปราสลิน (Praslin) และเกาะคูรีเอิส (Curieuse) ในหมู่เกาะเซเชลส์ มหาสมุทรอินเดีย
- *ขนาด:* เป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก ผลทั้งผลหนักได้ถึง 42 กก. ส่วนเมล็ดข้างในหนัก 18-30 กก. เส้นผ่านศูนย์กลาง 40-50 ซม. ใหญ่กว่าลูกบาสเกตบอล 2704

ทำไมถึงหายากและแพงขนาดนั้น?

1. *โตช้ามาก:* ผลหนึ่งผลใช้เวลาสุก 6-7 ปี และต้นต้องอายุ 25-50 ปีถึงจะเริ่มออกผลได้
2. *ใกล้สูญพันธุ์:* ตอนนี้ในธรรมชาติเหลือต้นโตเต็มวัยแค่ประมาณ 8,000 ต้น และถูกจัดอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN ว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
3. *รูปร่างประหลาด:* เมล็ดมี 2 พู รูปร่างคล้ายก้นคน ทำให้สมัยก่อนกะลาสีเรือที่เก็บได้กลางทะเลคิดว่ามาจากต้นไม้ใต้ทะเลในตำนาน 2704

ส่วนมะพร้าวทั่วไปที่เรากินกันคือ _Cocos nucifera_ สถิติโลกของกินเนสส์ที่เคยบันทึกไว้ ลูกที่หนักที่สุดของมะพร้าวชนิดนี้ก็หนักแค่ประมาณ 1-2 กก. เท่านั้น เทียบกับ Coco de Mer ไม่ได้เลย

สรุปคือ ถ้าพูดถึง "วงศ์มะพร้าว" ที่ใหญ่ที่สุด มีจริงและคือ Coco de Mer แต่ถ้าพูดถึงมะพร้าวแกงบ้านเรา ไม่มีทางใหญ่ได้ขนาดนั้นครับ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

แปลกแต่จริง..สาวขายลมตดใส่โหลป่วยเข้า รพ. จึงเปลี่ยนมาขาย ตด.JPG แทน


สาวขายลมตดใส่โหลป่วยเข้า รพ. จึงเปลี่ยนมาขาย ตด.JPG แทน

ดูข่าวนี้แล้วมันทำให้รู้สึกว่าเธอคนนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส 

เพราะเธอเป็นโรค ตดออกมาบ่อย หรือ ผายลมมากเกินไปนั่นเอง  ก็เลยมีความคิดพิสดาร นำเอาลมตดนั้นใส่ขวดแก้ว ขายเสียเลยมันเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครเลียนแบบเลยนะครับขายสดใส่ขวดจนรวย แต่มันก็แปลกนะครับมีคนซื้อตดลมจะผายลมตดของเธอมากมาย..

ไม่ทราบว่าถ้าคนอื่นๆจะขายลมตดตัวเองบ้างแล้วก็จะมีคนซื้อหรือเปล่านะครับฮ่าๆๆ

แต่ไม่รู้ว่าเธอคนนี้ขายตดตัวเองหรือพายลมของตัวเอง ลมตดมีรสชาติหรือมีกลิ่นอะไรบ้างก็ยังไม่รู้นะครับ...แต่ไม่รู้ว่าคนที่ซื้อลมตด เธอ ไปจะเปิดขวด เลยหรือว่าดมกลิ่นตดเธอ เลยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับในข่าวก็ไม่ได้บอกเอาไว้ซะด้วย

กลายเป็นข่าวดังไปเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากที่หญิงสาวรายหนึ่งขายตดของตัวเองในโหลแก้ว และทำเงินได้มากมายมหาศาล




สเตฟานี แมตโต อดีตดาราสาวจากรายการเรียลลิตี 90 Day Fiancé กำลังมีชีวิตที่รุ่งโรจน์หลังจากที่เธอตัดสินใจขาย ‘ลมตดในขวดโหล’ จนเธอสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ถึง 200,000 เหรียญ หรือประมาณ 6.6 ล้านบาท


แต่ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่มีอุปสรรค เพราะในในที่สุดเธอก็ต้องเข้าโรงพยาบาลหลังจากที่เกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง และเธอคิดว่าตัวเองกำลังหัวใจวาย

“ฉันคิดว่าฉันเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และนั่นเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของฉัน เพราะฉันทุ่มเทกับมันมากไป”

หญิงสาววัย 31 ปีได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและสรุปว่ามันกลายเป็นเพราะอาหารที่เธอรับประทานมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น ถั่ว ไข่ ซุปถั่วดำ โปรตีนเชก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้เธอผายลมได้มากขึ้น


จนถึงจุดหนึ่ง สเตฟานีรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง มีแรงกดในท้องของเธอที่เลื่อนขึ้นมาทางด้านบน และนั่นทำให้แพทย์แนะนำให้เธอเปลี่ยนอาหารที่รับประทานโดยสิ้นเชิง รวมถึงการทานยาระงับแก๊สและยุติการทำธุรกิจนี้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถนำตดของเธอมาใส่โหลขายได้อีก แต่ปัญหาสุขภาพไม่ทำให้เธอล้มเลิกความตั้งใจ เนื่องจากเธอตัดสินใจที่จะขายตดของเธอเป็น NFT บนโลกออนไลน์แทน


NFT หรือ Non-Fungible Token ก็คือทรัพย์สินหรือเหรียญดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่มีซ้ำกัน มันอาจเป็นงานศิลปะที่มีเพียงชิ้นเดียว หรือจะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากหยิบมาขายบนโลกออนไลน์

สเตฟานีตัดสินใจเปิดเว็บไซต์ของเธอและขาย ‘ตดใส่โหลดิจิทัล’ เป็นจำนวน 5,000 ขวดในรูปแบบไฟล์ JPEG โดยสนนราคาอยู่ที่ 0.05 Ethereum ซึ่งเทียบเท่ากับเงินประมาณ 5,100 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน


ที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ตั้งแต่เธอเปิดตัวมาเพียงไม่กี่วันก็สามารถขายตดดิจิทัลของเธอได้มากกว่า 1,000 ชิ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าหากเธอขายได้หมดก็จะสามารถทำเงินได้สูงถึง 25.5 ล้านบาทเลยทีเดียว

“ฉันคิดว่าบางทีการทำให้ตดเป็นดิจิทัลและใส่มันลงไปในเมตาเวิร์ส จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ธุรกิจนี้ดำเนินต่อไป” สเตฟานีกล่าว

“ฉันอยากจะยกตัวอย่างให้ผู้หญิงในชุมชน NFT เห็นว่า พวกเธอก็มีพื้นที่เกิดได้เหมือนกัน”

“ตดในแต่ละโหลไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ตดของฉันเท่านั้น แต่พวกมันยังสามารถทำเงินให้กับคุณได้อีกด้วย”

ลมตดของเธอน่าจะมีกลิ่นหอมชวนดมมากเลยนะครับ ไม่น่าถึงขายดิบขายดีอย่างกะเทน้ำเทท่า

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ผู้ชายมีขนรักแร้ตอนไหน ไขข้อสงสัย พร้อมรู้จักประโยชน์ของขนรักแร้

ผู้ชายมีขนรักแร้ตอนไหน ไขข้อสงสัย พร้อมรู้จักประโยชน์ของขนรักแร้

วันนี้มีสาระความรู้เกี่ยวกับขนรักแร้ประโยชน์ของขนรักแร้และทำไมจึงต้องมีคนรักแร้

😬ร่างกายของคนเราเมื่อก้าวสู่วัยเจริญพันธุ์ก็ย่อมต้องมีพัฒนาการทางร่างกายที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะขนตามร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น ขนขา หนวด ขนแขน ขนหน้าอก ขนบริเวณอวัยวะเพศ

รวมถึงขนรักแร้ ซึ่งต้องบอกว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นขนแต่ละบริเวณก็ขึ้นช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่เนื่องจากผู้ชายหลายคนใส่ใจกับขนรักแร้มากเป็นพิเศษ กระปุกดอทคอมจึงขอมาไขข้อสงสัยว่า ผู้ชายมีขนรักแร้ตอนไหน แล้วถ้าผู้ชายไม่มีขนรักแร้จะผิดปกติหรือเปล่า รวมถึงประโยชน์ของขนรักแร้ผู้ชายมีอะไรบ้าง ตามมาดูกัน

👉🏿ผู้ชายมีขนรักแร้ตอนไหน
ตอนเด็กคนเราจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นทั่วร่างกายเพื่อควบคุมอุณหภูมิ แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่าแอนโดรเจนขึ้นมา ซึ่งฮอร์โมนนี้เรียกง่าย ๆ ว่า ฮอร์โมนเพศ ช่วยให้ต่อมเหงื่อ Apocrine เริ่มทำงาน โดยผู้ชายจะมีขนรักแร้ รวมถึงขนบริเวณอื่น ๆ ในร่างกายขึ้น

ลองเข้ามาดูสินค้า 🚚พร้อมส่ง แท้💯Diptyque Orphéon & Fleur de Peau EDP 2ml/5ml/10ml น้ำหอมยูนิเซ็กส์ ลดราคา 64% เหลือ ฿0 เท่านั้น! ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! https://s.shopee.co.th/qXOXGKme3

เมื่ออายุประมาณ 11-14 ปี และยิ่งร่างกายผลิตแอนโดรเจนมากเท่าไรก็จะมีพื้นที่เจริญเติบโตของเส้นขนที่โตเต็มที่มากขึ้น เช่น ขา แขน หน้าอก และเท้า ซึ่งขนบริเวณเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหยุดความยาวอยู่ที่น้อยกว่า 6 นิ้ว ต่างจากเส้นผมที่ยาวขึ้นได้เรื่อย ๆ

👉🏿ประโยชน์ของขนรักแร้คืออะไร
สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติย่อมมีปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งขนรักแร้ที่ขึ้นมานั้นก็มีประโยชน์ คือ

⭐ช่วยสร้างฟีโรโมน - รักแร้ปล่อยกลิ่นที่มีฟีโรโมน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ดึงดูดทางเพศ การมีขนรักแร้จะช่วยดักจับกลิ่นจากความชื้นหรือเหงื่อที่เกาะติดกับเส้นขน ทำให้ฟีโรโมนแรงขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยมาแล้วว่าการที่คู่รักได้ดมกลิ่นกายธรรมชาติของกันและกันจะช่วยบำบัดความเครียดได้ อีกทั้งการมีกลิ่นฟีโรโมนชัด ๆ ก็เพิ่มเสน่ห์ให้กับเพศตรงข้ามได้ด้วย

⭐ช่วยลดแรงเสียดทาน - ขนรักแร้ช่วยป้องกันการสัมผัสทางผิวหนังเมื่อทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น วิ่งและเดิน ทำให้ไม่เจ็บบริเวณรักแร้นั่นเอง

⭐ป้องกันภาวะสุขภาพอื่น ๆ - นอกจากลดการเสียดสีของผิวหนังแล้ว การมีขนรักแร้ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น สิวใต้วงแขน ขนคุด การระคายเคืองผิวหนัง เป็นต้น

👉🏿โกนขนรักแร้ดีไหม ?
อันที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องโกนขนรักแร้ เพียงแต่ต้องคอยดูแลรักษาใต้วงแขนให้สะอาด ปราศจากเหงื่อและความอับชื้น เพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่หากไม่ชอบที่จะมีขนรักแร้ก็สามารถโกนได้ โดยประโยชน์ของการโกนขนรักแร้ คือ

⭐ช่วยลดเหงื่อใต้วงแขน - เนื่องจากขนรักแร้จะทำหน้าที่เก็บความชื้นเอาไว้ การโกนขนรักแร้จะทำให้ความชื้นใต้วงแขนหายไป จึงช่วยลดเหงื่อได้

⭐ช่วยลดกลิ่นตัว - เหงื่อใต้วงแขนเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวโดยตรง เนื่องจากขนรักแร้มักจะสะสมแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเอาไว้ ดังนั้นเมื่อโกนขนรักแร้ออกไปจึงช่วยลดกลิ่นตัวได้ อีกทั้งยังสามารถทำความสะอาดผิวได้สะดวกขึ้น และยังทำให้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสัมผัสกับผิวหนังได้โดยตรงอีกด้วย

👉🏿ทั้งนี้ การโกนขนรักแร้ หากโกนไม่ถูกวิธีอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อาการไหม้จากมีดโกน ขนคุด บาดแผล และการระคายเคือง เป็นต้น

🧔ผู้ชายไม่มีขนรักแร้ ผิดปกติไหม
หากอายุถึงวัยเจริญพันธุ์แล้ว แต่ขนรักแร้ยังไม่ขึ้น อาจเป็นผลจากพันธุกรรม แต่ถ้าขนส่วนอื่นขึ้นเป็นปกติก็ไม่ต้องเป็นกังวล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนแอนโดรเจนด้วยว่าผลิตมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้การไม่มีขนรักแร้ก็อาจมาจากภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคหอบหืด หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์และต่อมใต้สมอง ซึ่งต้องลองสังเกตร่างกายตัวเองดูว่ามีความผิดปกติอื่นใดหรือไม่ หากเกิดความผิดปกติขึ้นให้ลองไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

🧔เรื่องของขนรักแร้เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องมีกันทุกคน และขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลว่าอยากเก็บไว้หรืออยากโกนทิ้ง ทั้งนี้ ต้องลองศึกษาและตัดสินใจกันดูครับ

แต่ก็ยอมรับนะครับว่าบางทีมันก็รำคาญไม่ว่าหนวด เครา ขนรักแร้ ผู้ชายบางคนก็ไม่ค่อยชอบนะครับเพราะว่ามันดูรกรุงรังแล้วก็ทำให้เกิดความไม่สะอาด...แล้วแต่ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลนะครับว่าท่านใดจะชอบหรือไม่ชอบ...

บางทีมันก็ผสมกับความขี้เกียจด้วยนะครับขี้เกียจโกนหนวดโกนเคราโกนขนรักแร้อะไรอย่างนี้🙄

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

หลักฐาน Ufo เกี่ยวกับการมีตัวตนของมนุษย์ต่างดาว


โลกของเราใบนี้มีจะมีวิธีการพิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์มากมายหลายแบบ แต่บางคำถามก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าแท้จริงแล้วคำตอบเป็นอย่างไร หนึ่งในคำถามยอดฮิตเลยก็คือ เราเป็นคนกลุ่มเดียวบนจักรวาลนี้หรือเปล่า พูดง่ายๆว่า UFO มีจริงหรือไม่

หลายคนที่เชื่อว่ามีพวกเค้าต่างก็หาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดอย่างเต็มที่ หลักฐานเรื่องราวที่ว่ามามีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง เราจะย้อนกลับไปดูกัน การค้นพบมนุษย์ต่างดาวของทหารนิวซีแลนด์

ย้อนกลับไปช่วงประมาณปี 1954 ได้มีเอกสารค้นพบว่าโลกของเราเคยมีมนุษย์ต่างดาวมาเยี่ยมเยียนหลายครั้ง เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อกองทัพทหารของประเทศนิวซีแลนด์ได้ทำการสำรวจและค้นพบว่าได้เจอมนุษย์ต่างดาวขึ้นมา นอกจากการเจอยังมีการวาดภาพสเก็ตช์เอาไว้เป็นหลักฐานการเจอมนุษย์ต่างดาวอีกด้วย

หลักฐานน่าสนใจตรงที่ว่ามนุษย์ต่างดาวที่มาเยี่ยมโลกของเรานั้นสวมหน้ากากฟาโรห์ วัฒนธรรมของชาวอียิปต์อีกด้วย(น่าแปลกใช่ไหมล่ะ) การพบวัตถุที่เร็วกว่าที่คาด

อีกหนึ่งการค้นพบสิ่งที่คาดว่าจะเป็น UFO นั่นก็คือการค้นพบจานบิน หรือ วัตถุความเร็วแสงจนถึงเร็วกว่านั้นจากเหตุบังเอิญต่างๆนานาที่เกิดขึ้น อย่างแรกเลยมีการค้นพบว่าในท้องฟ้าเหนือท้องทุ่งไซบีเรีย มีการจับสัญญาณเสียงของวัตถุลึกลับคล้าวกับเสียงผู้หญิง แต่ภาษาที่ส่งออกมาเป็นภาษาที่ไม่สามารถแปลด้วยภาษาใดๆบนโลกใบนี้ได้เลย ไม่เพียงแค่ยังค้นพบวัตถุที่มีความเร็วมากกว่าจนไม่สามารถจับภาพได้ทัน คาดกันไว้ว่าน่าจะเร็วประมาณ 6,000 ไมล์ต่อชั่วโมง

ลองเข้ามาดูสินค้า J hair protection spray SPF15 ขนาด 100 ML  สเปรย์ฉีดผมหอม ลดผมมัน สเปรย์ฆ่าเชื้อ ปลอดภัย ลดราคา 60% เหลือ ฿249 เท่านั้น! ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! https://s.shopee.co.th/9AB0O5r9FW

 อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คล้ายกันแต่คราวนี้ปรากฏขึ้นในประเทศไทยบ้านเรา นั่นก็คือ ได้มีคนบันทึกเหตุการณ์วัตถุประหลาดบนท้องฟ้าเอาไว้ได้ เรื่องราวเกิดขึ้นจากพนักงานปิโตเลียมคนหนึ่งได้ไปเที่ยวที่ วัดถ้ำพระภูวัว อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย

ทีนี้ระหว่างที่บันทึกภาพความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่โดยรอบนั้น กลับได้พบวัตถุประหลาดบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งพอไปลองทดสอบกับการถ่ายภาพเครื่องบินหรือ เฮลิคอปเตอร์ ก็ยังช้าเกินไป จนเป็นที่สงสัยว่ามันคืออะไรมาจนถึงทุกวันนี้ ศพประหลาด

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่คาดกันว่า นี่คือเอเลี่ยนที่มาจากนอกโลก นั่นก็คือ เหตุการณ์พบศพสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เจอทางตอนใต้ของประเทศรัสเซีย ศพดังกล่าวดูไม่เหมือนมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตไหนเลยของโลกใบนี้ รูปร่างของศพอยู่ในสภาพขาข้างขวาขาด ร่างกายผอมแห้ง รูโหว่บนปากและจมูกที่กองหิมะ ซึ่งทางการก็นำไปพิสูจน์ซากดังกล่าวว่ามันคืออะไร จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่านี่คือมนุษย์ที่ผิดเพี้ยนไป สิ่งมีชีวิตอื่น หรือ ตัวอะไรกันแน่

ลูกไฟเหนือนครศักดิ์สิทธิ์ เหตุการณ์ต่อไปที่เชื่อว่ามันคือความสามารถของมนุษย์ต่างดาว นั่นก็คือ เหตุการณ์ลูกไฟเหนือนครศักดิ์สิทธิ์ นครเยลูซาเล็ม ได้มีคนบันทึกเหตุการณ์ที่ประหลาดและไม่น่าเชื่อเอาไว้ว่า กล่าวคือ ได้มีแหล่งพลังงานก้อนหนึ่งคล้ายกับลูกบอลไฟ ปรากฏขึ้นเหนือแท่นบูชาของศาสนาสถานแห่งนี้ ไม่เพียงเท่านั้นลูกไฟดังกล่าวยังมีการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะคล้ายกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ หลังจากเคลื่อนไหวได้สักพัก ก็บินหายไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

พวกเค้าเชื่อกันว่าลูกไฟนี้คือมนุษย์ต่างดาวที่มาสักการะนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนเอามาตีความกันอย่างต่อเนื่องก็คือ ในแวดวงการทหารได้มีการปกปิดความลับเกี่ยวกับซากเครื่องบินที่ทันสมัยกว่าของโลกมนุษย์มานานแล้ว

😂เข้ามาดูวิดีโอของฉันใน Shopee Video คลิกเลย >>> https://th.shp.ee/tt0nsg8?smtt=0.0.9

จากนั้นได้มีการเอาชิ้นส่วนเศษซากเหล่านั้นมาพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นอุตหสาหกรรมเครื่องบินรบสมรรถนะสูงที่หลายประเทศกำลังทำอยู่ ก็ต้องมาดูกันว่าในอีก 10-100 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นเอเลี่ยนจริงหรือไม่

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568

กลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคนกลยุทธ์ในวรรณกรรมสามก๊ก


กลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคนกลยุทธ์ในวรรณกรรมสามก๊กกลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคน หรือ เจี้ยเตาซาเหริน (อังกฤษ: Kill with a borrowed knife; จีนตัวย่อ: 借刀杀人; จีนตัวเต็ม: 借刀殺人; พินอิน: Jiè dāo shā rén) เป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก กลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการกำจัดศัตรูที่มีความเข้มแข็ง ไม่จำเป็นที่จะต้องลงมือเอง พึงยืมกำลังและไพร่พลทหารของผู้อื่นเป็นฝ่ายกำจัดศัตรู เพื่อเป็นการรักษากำลังและไพร่พลทหารของตนเองไว้สำหรับการศึกอื่น ตัวอย่างการนำเอากลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคนไปใช้ได้แก่จิวยี่ที่หลอกให้โจโฉฆ่าซัวมอและเตียวอุ๋นสองแม่ทัพเรือของตนเองในคราวศึกเซ็กเพ็กระหว่างเล่าปี่และซุนกวน



ตัวอย่างกลยุทธ์
เมื่อคราวที่โจโฉยกทัพไปตีเกงจิ๋วได้จากเล่าจ๋อง ก็นำกำลังทหารหมายโจมตีกังตั๋งของซุนกวนเป็นลำดับต่อไป โจโฉมีทหารในกองทัพเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเหนือ ชำนาญการรบทางบกไม่ชำนาญการรบทางน้ำ 


โจโฉมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยซัวมอและเตียวอุ๋น นายทหารชาวเกงจิ๋วเป็นแม่ทัพช่วยในการทำศึกทางน้ำ และเป็นผู้ควบคุมฝึกสอนทหารโจโฉให้ชำนาญการเดินทัพทางเรือ จิวยี่ทราบข่าวการเตรียมทัพเรือของโจโฉจึงลอบมาสังเกตการณ์ยังค่ายทหาร และเมื่อเห็นการฝึกทหารของซัวมอและเตียวอุ๋น จิวยี่เห็นจะปล่อยคนทั้งสองไว้แก่โจโฉต่อไปเกรงจะเกิดภัยแก่ตัวในศึกครั้งนี้ จึงหาทางวางแผนกำจัดเสียให้สิ้นซาก

โจโฉส่งเจียวก้านให้มาเกลี้ยกล่อมจิวยี่หมายทำราชการด้วย จิวยี่จึงวางกลอุบายซ้อนแผนกลหลอกใช้เจียวก้านในการกำจัดซัวมอและเตียวอุ๋น 

ลองเข้ามาดูสินค้า น้ำมันนวดสมุนไพร หมอหลวง สูตรร้อน ลงลึก ซึมไว ตรงจุด ขายในราคา ฿99 ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! 

 https://s.shopee.co.th/1B8h79M8DD

โดยพาเจียวก้านกลับบ้านและให้กินโต๊ะก่อนแสร้งทำเป็นเมามายไม่ได้สติ จิวยี่พาเจียวก้านไปนอนยังเตียงเดียวกันในห้อง เจียวก้านลอบเห็นจดหมายลับที่จิวยี่เขียนและวางไว้จึงหยิบออกอ่านโดยมีเนื้อความในจดหมายว่า "ซัวมอและเตียวอุ๋นเอาใจออกห่าง และจะตัดศีรษะโจโฉมาให้"เมื่อเจียวก้านอ่านจดหมายลับของจิวยี่จบก็ดีใจ รีบนำจดหมายนั้นมามอบให้แก่โจโฉหวังความดีความชอบแก่ตน


โจโฉไม่เท่าทันแผนกลอุบายของจิวยี่ เมื่อได้อ่านจดหมายลับจากเจียวก้านก็โกรธแค้นจึงสั่งประหารซัวมอและเตียวอุ๋นทันที แต่ภายหลังได้แลเห็นศีรษะของแม่ทัพเรือทั้งสอง โจโฉก็รู้ว่าตนเองนั้นต้องกลอุบายของจิวยี่ที่สั่งฆ่าคนของตนที่เป็นแม่ทัพและชำนาญในการเดินเรือ เมื่อโจโฉไม่มีซัวมอและเตียวอุ๋นในการทำศึกทางเรือ 


ก็ถูกจูกัดเหลียงและจิวยี่เผากองทัพเรือจนพ่ายแพ้ยับเยินในเวลาต่อมา เจี้ยเตาซาเหรินหรือกลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคนของจิวยี่ ก็ประสบความสำเร็จในตัดกำลังสำคัญในการนำทัพเรือของโจโฉ ทำให้ได้รับชัยชนะได้อย่างงดงาม

ลิงมาคาก ลิงโลกเก่า ( ใช้ชื่อสกุลว่า Macaca)ยังหลงเหลืออยู่บนโลกนี้


ลิงมาคาก ลิงโลกเก่า ( ใช้ชื่อสกุลว่า Macaca)ยังหลงเหลืออยู่บนโลกนี้

ลิงมาคาก (อังกฤษ: macaque) เป็นสกุลของวงศ์ลิงโลกเก่า (Cercopithecidae) สกุลหนึ่ง ใช้ชื่อสกุลว่า Macaca



ลิงในสกุลนี้ มีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ทวีปแอฟริกาตอนเหนือจนถึงเอเชีย เป็นลิงที่พบได้อย่างกว้างขวาง มีนิ้วมือที่วิวัฒนาการใช้หยิบจับสิ่งต่าง ๆ

ลองเข้ามาดูสินค้า น้ำมันหมอหลวงสูตรร้อน พิเศษ 3 ขวด 500 เท่านั้น ขายในราคา ฿350 ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! https://s.shopee.co.th/4L5it62mxD


 ได้ดี มีกระพุ้งแก้มที่สามารถใช้เก็บอาหารได้ กินอาหารได้หลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์และพืช บางชนิดมีหางยาว ขณะที่บางชนิดมีหางขนาดสั้น มีพฤติกรรมทางสังคมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง


 มีโครงสร้างทางสังคมที่สลับซับซ้อนและมีลำดับอาวุโส โดยปกติแล้ว ลิงตัวผู้ที่มีอาวุโสที่สุดหรือมีขนาดตัวใหญ่ที่สุดในฝูงจะเป็นจ่าฝูง ลิงตัวใดที่มีลำดับอาวุโสน้อยกว่าถ้าได้กินอาหารก่อนลิงที่มีอาวุโสมากกว่า ลิงที่อาวุโสมากกว่าอาจแย่งอาหารจากลิงที่อาวุโสน้อยกว่าขณะกำลังจะหยิบเข้าปากได้เลย


ปัจจุบันมีการอนุกรมวิธานไว้ทั้งสิ้น
 23 ชนิด  โดยมี 6 ชนิดที่พบได้ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นลิงทั้งหมดที่พบได้ในประเทศไทย คือ ลิงแสม (M. fascicularis), ลิงกังใต้ (M. nemestrina), ลิงกังเหนือ (M. leonina), ลิงวอก (M. mulatta), ลิงอ้ายเงียะ (M. assamensis) และลิงเสน (M. arctoides)

และยังมีอีก 4 ชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว คือ M. anderssoni, M. liangchuanensis, M. libyca, M. majori

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568

อีเห็นลายเสือสัตว์แปลกๆที่กำลังจะสูญพันธุ์


ชะมดแปลงลายจุด หรือ อีเห็นลายเสือ (อังกฤษ: Spotted linsang, ชื่อวิทยาศาสตร์: Prionodon pardicolor) เป็นชะมดชนิดหนึ่ง

เป็นชะมดที่ไม่มีต่อมกลิ่นเช่นเดียวกับชะมดแปลงลายแถบ (P. linsang) และมีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ส่วนหัวมีขนสีน้ำตาลอ่อน ลักษณะเด่นคือ มีจุดสีน้ำตาลเข้มหรือดำขึ้นอยู่ประปรายตามลำตัว หางยาวและมีแถบสีขาวสลับดำ หรือน้ำตาลเข้มเป็นปล้องประมาณ 7 ปล้อง

ลองเข้ามาดูสินค้า Frank Perfume กลิ่น Miss SI ขายในราคา ฿149 ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย!


มีความยาวลำตัวและหัวประมาณ 35-37 เซนติเมตร ความยาวส่วนหาง 31-34 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 700 กรัม มีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่เนปาล, แคว้นสิกขิมและแคว้นอัสสัมของอินเดีย, ภาคใต้ของจีน, ภาคเหนือของพม่า, ไทย, ลาว และเวียดนาม

มักอาศัยอยู่ตามลำพังเพียงตัวเดียว ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์หรือมีลูกอ่อนอาจอยู่เป็นคู่หรือหลายตัว มักพบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500-2,700 เมตร



 ล่าสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กระรอก, หนู, นก และแมลงต่าง ๆ เป็นอาหาร ออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนใหญ่จะหากินเป็นหลักบนต้นไม้ นานครั้งจึงจะลงมาบนพื้นดิน มีฤดูผสมพันธุ์ในเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ออกลูกครั้งละ 2 ตัว ใช้โพรงไม้ในการเลี้ยงดูลูกอ่อน

จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 
สัตว์แปลกที่เราอาจจะไม่เคยพบเคยเห็น

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567

อะไรคือสาเหตุและทำไมคนเราอายุไม่ยืนถึง 200 ปี ? คำตอบอาจอยู่ที่ไดโนเสาร์


👉อะไรคือสาเหตุและทำไมคนเราอายุไม่ยืนถึง 200 ปี ? คำตอบอาจอยู่ที่ไดโนเสาร์

“โตเร็ว ตายไว” นี่มาใช้กับคำนิยามของมนุษย์ได้นะครับเพราะว่ามนุษย์จะสามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้ก็ต้องมีคำนิยามประเภทนี้ติดตัวมาไม่อย่างนั้นมนุษย์คงจะสูญพันธุ์ไปแล้วคำนี้นะครับ
“โตเร็ว ตายไว” ซึ่งต่างกับสัตว์อื่นๆที่มีอายุยืนแต่ผสมพันธุ์แพร่พันธ์ได้น้อยถึงแม้จะตายช้าก็ตาม

แผนภาพแสดง “คอขวดของความมีอายุยืนยาว” ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ช่วงยุคจูราสสิกและครีเทเชียส

เรามาเข้ารายละเอียดด้านล่างนี้พร้อมๆกันเลยดีกว่านะครับมาอ่านและมาวิเคราะห์ดูว่าอะไรคือสาเหตุทำไมคนเราอายุไม่ยืนถึง 200 ปี ? คำตอบอาจอยู่ที่ไดโนเสาร์

เมื่อพูดถึงสัตว์โลกที่มีอายุยืนยาว หลายคนอาจนึกถึงเต่าซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลาน (reptiles) ก่อนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ในขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammals) ซึ่งรวมถึงคนเรา กลับไม่สู้จะขึ้นชื่อในเรื่องของการมีชีวิตยาวนานมากกว่าร้อยปีสักเท่าไหร่นัก เว้นแต่สัตว์ใหญ่บางชนิดเช่นช้างและวาฬเท่านั้น

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาวิเคราะห์ถึงอัตราเร็วของการแก่ชราในสัตว์แต่ละจำพวก ก็พบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นเติบโตและแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (amphibians) จนทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างมนุษย์เรามีช่วงชีวิตที่สั้นและอายุขัยไม่ค่อยยืนยาว


ล่าสุดมีผู้เสนอสมมติฐานที่อาจช่วยอธิบายเรื่องนี้ว่า การที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแก่ชราเร็วและมีอายุสั้นไม่ถึงหนึ่งศตวรรษนั้น น่าจะเป็นผลของวิวัฒนาการที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุคดึกดำบรรพ์ช่วงที่ไดโนเสาร์กำลังครองโลก โดยการที่ต้องเอาชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของไดโนเสาร์ที่หิวกระหาย ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำต้องโตเร็วเพื่อสืบพันธุ์ให้ได้โดยด่วนที่สุดเมื่อมีโอกาส

กลยุทธ์การดำรงเผ่าพันธุ์เช่นนี้ ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประสบความสำเร็จในเชิงวิวัฒนาการ และสามารถแพร่ขยายเผ่าพันธุ์จนครองโลกได้เมื่อไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่วิธีการดังกล่าวก็มีข้อเสีย เพราะทำให้ลูกหลานสืบทอดพันธุกรรมแบบ “โตเร็ว ตายไว” มาจนถึงปัจจุบัน

สมมติฐานนี้มีชื่อว่า “คอขวดของความมีอายุยืนยาว” (longevity bottleneck) เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร BioEssays โดย ดร.จัว เปโดร จี มากาเญส (João Pedro de Magalhães) นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมในสหราชอาณาจักร เป็นผู้เสนอคำอธิบายดังกล่าว


👉ทุกสิ่งทุกอย่างมีคำตอบในตัวของมันเองนะครับเราก็ยกตัวอย่างมนุษย์เป็นตัวอ้างอิงว่าทำไมคนเราอายุไม่ยืนถึง 200 ปี ? คำตอบอาจอยู่ที่ไดโนเสาร์ เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการวิเคราะห์วิจัยจะจริงหรือไม่จริงก็รู้ไว้ใช่ว่านะครับเป็นความรู้ประดับสมองพิสูจน์และหาเหตุผลกันต่อไป

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566

เมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลกเตรียมสร้างที่เกาหลีใต้ และจะเสร็จสิ้นในปี 2025



เมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลกเตรียมสร้างที่เกาหลีใต้ และจะเสร็จสิ้นในปี 2025

เนื่องจากสถานการณ์น้ำทะเลเพิ่มขึ้นพื้นที่อาศัยสำหรับมนุษย์ก็จะลดลง

ก็เลยจะต้องหาทางสร้างเมืองที่อยู่ในน้ำลอยน้ำลอยฟ้ากันไปตามเรื่องตามราวนะครับ  บ้างก็ย้ายเมืองหลวงไปอยู่บนที่สูงหนีน้ำ

ก็ตามแต่ใครอยากจะทำก็ทำไปเถอะถ้ามีเงิน 

แต่สำหรับเมืองลอยน้ำนี้ผมว่ามันเป็นความคิดที่ดีมากๆเลยนะครับ

โดยเฉพาะประเทศไทยควรจะเริ่มมีโครงการสร้างเมืองลอยน้ำได้แล้วต่อไปในอนาคตกรุงเทพฯเมืองรอบๆต้องจมทะเลแน่นอน

รัฐบาลรีบลงมือสร้างเสียแต่บัดนี้ในอนาคตประชาชนหนีน้ำทะเลท่วมจะได้ไปอาศัยอยู่บนเมืองลอยน้ำลอยไปลอยมา


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สถาปนิกและวิศวกรจำนวนมากได้พูดคุยถกเถียงกันถึงการสร้างเมืองลอยน้ำแห่งแรกขึ้น แต่ปรากฎว่าการนำแนวคิดในจินตนาการมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงถือเป็นเรื่องยาก โดยรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละที่เองก็ไม่เต็มใจที่จะลงทุนไปกับไอเดียที่ทะเยอทะยานนี้

แต่ในที่สุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมืองปูซานของเกาหลีใต้ได้ตัดสินใจทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริง โดยได้ร่วมมือกับผู้ออกแบบโครงการอย่าง OCEANIX และโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat)


จากรายงานระบุว่า เมืองลอยน้ำแห่งนี้จะครอบคลุมพื้นที่กว่า 469 ไร่ รองรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 10,000 คน โดยประกอบด้วยเกาะรูปทรงหกเหลี่ยมจำนวนมาก โดยแต่ละเกาะจะกินพื้นที่ราว 12.5 ไร่ และมีชุมชนอาศัยอยู่ราว 300 คน


เกาะเล็ก ๆ ดังกล่าวจะถูกจัดให้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 6 เกาะ รอบ ๆ ท่าเรือกลาง ซึ่งจะเกิดเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรมากถึง 1,650 คน

เมืองลอยน้ำจะได้รับการออกแบบให้เติบโต เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้ตามกาลเวลา โดยเริ่มพัฒนาจากย่านชุมชนสู่หมู่บ้าน และขยับขยายไปยังเมือง ซึ่งการออกแบบและแผนการขยับขยายของเมืองลอยน้ำยังไม่ถูกเปิดเผยเป็นที่แน่ชัด


Itai Madamombe ผู้ร่วมก่อตั้ง OCEANIX กล่าวกับสำนักข่าว Insider ว่า “มันเพิ่งเกิดขึ้นที่ปูซานเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับเราในการสร้างผลงานต้นแบบนี้”


“แต่นี่คือบางสิ่งที่เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเมืองชายฝั่งทั้งหมดทั่วโลก เนื่องจากชุมชนชายฝั่งทั้งหมดกำลังเผชิญกับความท้าทายอันใหญ่หลวงจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล”


เนื่องจากมันเป็นเมืองลอยน้ำ ดังนั้นมันจะลอยสูงขึ้นไปพร้อม ๆ กับระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถผลิตพลังงาน น้ำจืด และอาหารได้ด้วยระบบภายในเมืองเองทั้งหมด โดยมีกรงใต้เกาะที่ใช้เป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลได้


ตอนนี้ OCEANIX กำลังทำงานร่วมกับนักออกแบบท้องถิ่นเพื่อปรับแต่งเมืองลอยน้ำให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น โดยจะมีการนำเสนอผลลัพธ์ต่อทาง UN ในเดือนเมษายนปีหน้า

สำหรับงบประมาณสำหรับการก่อสร้างเมืองลอยน้ำคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 6,600 ล้านบาท


Madamombe กล่าวว่า “เวลาการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 3 ปี ดังนั้นคาดว่าภายในปี 2025 เราจะได้เห็นเมืองต้นแบบนี้ในน้ำ”

นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยขณะนี้ OCEANIX เองก็กำลังเจรจากับรัฐบาลอื่น ๆ อีก 10 แห่งเกี่ยวกับการสร้างเมืองลอยน้ำ ซึ่งบริษัทของเขาสามารถเสนอแนวทางการใช้ชีวิตในอุดมคติได้ โดยเฉพาะบริเวณเมืองริมชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น


นอกจากนั้น OCEANIX ยังบอกในเว็บไซต์ของพวกเขาว่า “เมืองลอยน้ำสามารถสร้างสำเร็จรูปได้บนฝั่งและค่อยลากไปยังจุดสุดท้ายที่ต้องการได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนก่อสร้างเป็นอย่างมาก”

และเมื่อรวมกับต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ในมหาสมุทรที่ไม่ได้สูงมาก จะทำให้ราคาบ้านบนเกาะลอยน้ำมีราคาที่จับต้องได้นั่นเอง

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ปล่อยใจให้ว่างกับ7กฎการใช้อารมณ์ในเวลางานและความเครียด



ความเครียด เป็นสภาวะจิตใจและร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นผลจากการที่บุคคลต้องปรับตัวต่อสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมที่กดดันหรือคุกคามให้เกิด ความทุกข์ ความไม่สบายใจ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความเครียด     


ปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาพและการเจ็บป่วย ทั้งรุนแรงและไม่รุนแรงทำให้เกิดความเครียดได้
บุคลิกภาพ ผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ชอบแข่งขัน เร่งรีบ ต้องการเอาชนะไม่อดทน จะมีความเครียดมาก
      ครอบครัว ความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาเรื่องลูก ความยุ่งยาก เรื่องเพศ ฯลฯ
      การงาน ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ภาระงาน ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานระดับต่างๆ ค่าตอบแทน ฯลฯ
      สิ่งแวดล้อม อากาศ แสง เสียง ฝุ่น ความร้อน ฯลฯ


ผลกระทบของอารมณ์และความเครียด
      1. ผลกระทบต่อตนเอง
            - ทางกาย อาทิ ปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว หัวใจเต้นแรงและเร็ว มือเท้าเย็น ท้องอืด คลื่นไส้หรือปั่นป่วนในท้อง ความดันโลหิตสูง หอบหืด โรคหัวใจ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ
            - ทางอารมณ์ อาทิ หงุดหงิด โกรธง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ
            - ทางด้านความคิด อาทิ หดหู่ ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจลำบาก หลงลืมง่าย มีความคิดทางลบมากกว่าทางบวก เห็นตัวเองไม่มีคุณค่า สิ้นหวัง ฯลฯ
            - ทางพฤติกรรม อาทิ ดื่มจัดมากเกินไป สูบบุหรี่จัด ไม่เจริญอาหาร ก้าวร้าว นอนไม่เต็มที่ ฯลฯ
      2. ผลกระทบของความเครียดต่อครอบครัว
      ครอบครัวขาดการสื่อสารที่ดีซึ่งกันและกันไม่ยอมรับและไม่มีความเข้าใจกันเกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาท เกิดการหย่าร้าง หรือแยกกันอยู่ระหว่างสามีภรรยา ลูกไม่ได้รับความรักความอบอุ่นและความเอาใจใส่จากพ่อแม่


7 กฎของการใช้อารมณ์ในเวลางาน
บทความนี้ให้แง่คิดด้านการทำงานได้ดีมาก
เป็นเรื่องของเกร็ดที่น่าสนใจในการใช้อารมณ์ในเวลางานมาฝากกัน เผื่อใครสนใจจะได้ลองเอาไปใช้ดูนะคะ เพราะอารมณ์เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการทำงาน

1. คุณคือโลโก้ บริษัท อย่าวู่วามกฎข้อแรกที่เรากำลังจะพูดถึง คือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร คุณต้องระงับอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์โกรธของคุณให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถูกท้าทายระหว่างการทำงานนอกสำนักงานของคุณเอง



2.ความขัดแย้งทำลายบรรยากาศการทำงาน และไม่ทำให้คุณมีความสุข
แม้จะไม่ลงรอยกันหรือเกลียดหน้ากันมากแค่ไหน การมีช่องว่างระหว่างกัน ทำตัวออกห่าง โดยเลือกที่จะไม่อยู่ใกล้ คือ หนทางเดียวที่จะทำให้คุณทำงานร่วมกับคู่อริได้อย่างมีความสุขที่สุด โดยที่ไม่ถูกจับจ้องหรือเพ่งเล็ง

3.การประเมินอารมณ์เป็นเรื่องที่ทำได้ เมื่อเหตุการณ์จบลง และแน่ใจว่าได้แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดหรือสิ่งที่คนอื่นเข้าใจผิดกับตัวคุณให้ผ่านพ้นไปแล้ว คุณน่าจะประเมินเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองว่า สาเหตุของความโกรธหรือความอ่อนไหวของคุณคืออะไร (คน ระบบ หรือสถานการณ์) นอกเหนือไปจากนั้น คุณจะต้องรู้ว่าคุณมีดีกรีหรือระดับความโกรธมากแค่ไหน

4.สร้างเงื่อนไขให้กับตัวเองเสียใหม่เมื่อทราบแล้วว่าคุณ "Sensitive" หรือโกรธได้ง่ายๆ กับเรื่องหนึ่งเรื่องใด สิ่งที่ทำได้ คือ ใช้บทเรียนของคุณมาแก้ปัญหานั้นๆ เช่น ถ้าคุณต้องโมโหจนควันออกหูทุกครั้งกับคนคนเดิมที่ต้องประสานงาน ทางออกที่ดีคือพูดกันให้น้อยที่สุดแล้วใช้การติดต่อทางอีเมล์ช่วยในการประสานงาน หรือเมื่อถูกมองในแง่ลบ คุณจะต้องสงบสติอารมณ์แล้วแสดงทรรศนะด้วยความสุภาพ ชี้แจงว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด แทนการใช้อารมณ์โดยปราศจากการเรียบเรียง


5.ผิดแล้วผิดอีกไม่ได้หลังจากที่โดนลงอาญาจากเพื่อนฝูงและเจ้านาย แม้ว่าจะเป็นฝ่ายถูกในเรื่องของเหตุผล คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำคือการยับยั้งชั่งใจ และวางตัวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของทุกคนในโหมดที่เคยเป็น


6.หลบไปตั้งหลักหรือทำสมาธิในที่ที่ไม่มีใครเห็นบางครั้งการจัดการกับอารมณ์ก็หนักหนาสาหัสสุดๆ สำหรับใครบางคน อย่างไรก็ตาม การเดินหนีปัญหาชั่วคราวด้วยการออกไปหามุมสงบเพื่อนั่งสมาธิ หรือปล่อยใจให้ว่างก็เป็นทางออกที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นห้องโล่งว่าง ร้านกาแฟ หรือขับรถออกไปกินลมสักพัก เมื่อสมองปลอดโปร่งแล้วเรื่องทุกอย่างก็คลี่คลาย

7. บอกกับทุกคนว่า "โอเค ยังไหว"โดยธรรมชาติของมนุษย์ อารมณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามปกปิดแค่ไหน ยกเว้นก็แต่ผู้ร้ายปากแข็งและนักแสดง ไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์โกรธหลายครั้งที่เหนื่อยจากการทำงานหรือต้องเผชิญกับปัญหาส่วนตัว อารมณ์เหล่านี้จะถูกสะท้อนออกมาให้เห็นจากแววตาและสีหน้าของคุณโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ 

สิ่งที่คุณควรทำคือ บอกทุกคนว่ายังไหว เพื่อสร้างกำลังใจให้กับทุกคนในการทำงาน และไม่เปิดช่องว่างให้กับศัตรู ถ้าจะเปรียบก็คงจะไม่ต่างอะไรกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ที่คุณต้องนิ่งเข้าไว้ เพื่อไม่ให้คนในสงสัยว่ามีไพ่อะไรอยู่ในมือของคุณ

ที่มา http://jcareer.co.th/th/05/
เรียบเรียงข้อมูลโดยmanman

รายการบล็อกของฉัน